การขนส่งเครื่องมือแพทย์ขนาดใหญ่อย่าง MRI หรือ CT Scan ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งที่ได้มาตรฐาน

คู่มือขนส่งเครื่องมือแพทย์ขนาดใหญ่ ต้องเตรียมอะไรบ้าง ?

Key Takeaways

การขนส่งเครื่องมือแพทย์ขนาดใหญ่ เช่น เครื่อง MRI และ X-ray จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างทีมวิศวกรโครงสร้างและผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ทางการแพทย์ ตั้งแต่การสำรวจเส้นทางและรับรองน้ำหนักอาคารล่วงหน้า การเลือกใช้รถระบบกันสะเทือนด้วยถุงลม (Air-ride trailer) เพื่อรักษาเสถียรภาพของสนามแม่เหล็ก ไปจนถึงการยื่นพิธีการศุลกากรและเอกสารตามมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์ที่มีมูลค่าสูง และลดความเสี่ยงด้านต้นทุนแฝงจากการกักรั้งสินค้า ณ ท่าเรือ


Table of Content

  • 5 ขั้นตอนการขนส่งเครื่อง MRI และเครื่องมือแพทย์ขนาดใหญ่จากท่าเรือสู่ห้องปฏิบัติการ
  • เช็กลิสต์เอกสารนำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องใช้อะไรบ้าง ?
  • ยกระดับความปลอดภัยให้เครื่องมือทางการแพทย์ เลือกใช้บริการจาก SCGJWD
  • คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขนส่งเครื่องมือแพทย์ขนาดใหญ่ (FAQs)


การนำเข้าและขนส่งเครื่องมือแพทย์ขนาดใหญ่ เช่น เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scanner) หรือเครื่องตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ไม่ใช่เพียงการเคลื่อนย้ายพัสดุที่มีน้ำหนักมากทั่วไป แต่เป็นกระบวนการที่ต้องบูรณาการความเชี่ยวชาญทั้งด้านโลจิสติกส์ วิศวกรรมโครงสร้าง และการปฏิบัติตามกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างเคร่งครัด เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และระบบแม่เหล็กที่มีความไวต่อแรงสั่นสะเทือนและความชื้นสูง หากขาดการวางแผนอย่างรัดกุมตั้งแต่ขั้นตอนรับสินค้าที่ท่าเรือจนถึงวินาทีที่ยกวางลงบนฐานรับในโรงพยาบาล อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายมูลค่ามหาศาล รวมถึงความล่าช้าในการเปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยด้วย

 

5 ขั้นตอนการขนส่งเครื่อง MRI และเครื่องมือแพทย์ขนาดใหญ่จากท่าเรือสู่ห้องปฏิบัติการ

การเคลื่อนย้ายเครื่อง MRI ถือเป็นกรณีศึกษาที่ซับซ้อนที่สุดของการขนส่งเครื่องมือแพทย์ขนาดใหญ่ เนื่องจากตัวเครื่องมีน้ำหนักเฉลี่ยตั้งแต่ 4 ถึง 10 ตัน และมีกฎเกณฑ์ด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับสนามแม่เหล็กที่เคร่งครัด โดยแบ่งกระบวนการทำงานออกเป็น 5 ลำดับขั้น ดังนี้

1. การเตรียมการและสำรวจพื้นที่ล่วงหน้า (Pre-Arrival Planning)

ก่อนสินค้าจะถูกจัดส่งจากประเทศผู้ผลิต ทีมวิศวกรโครงสร้างและผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ต้องลงพื้นที่สถานพยาบาลปลายทางเพื่อจำลองเส้นทางจริง เพื่อประเมินในด้านต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย

  • การรับน้ำหนักของโครงสร้าง : ตรวจสอบว่าพื้นถนน โถงทางเดิน และเพดานอาคาร สามารถรองรับน้ำหนักหลายตันได้จริง ไม่ทรุดตัว
  • ช่องทางเข้าหรือขนาดของประตู : วัดระยะความกว้างและความสูงของประตู รวมถึงรัศมีวงเลี้ยวตามทางเดินเพื่อยืนยันว่าเครื่องสามารถผ่านได้
  • กำหนดเวลาเดินรถ : วางแผนตารางเดินรถในช่วงกลางคืนหรือเช้าตรู่เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่น และลดปัจจัยเสี่ยงจากแรงสั่นสะเทือนบนท้องถนน

2. การรับสินค้าและผ่านพิธีการนำเข้า (Port Clearance & Transport) 

 เมื่อตู้คอนเทนเนอร์เทียบท่า ตัวแทนออกของ (Shipping) จะเข้าดำเนินการด้านพิธีการศุลกากรเพื่อให้เป็นไปตามระบบอนุญาตนำเข้าและอาจมีการสุ่มตรวจจาก อย. หลังจากนั้นจึงเคลื่อนย้ายสินค้าขึ้นสู่ยานพาหนะเฉพาะทาง ซึ่งต้องเป็นรถเทรลเลอร์พื้นต่ำกระบะปิดแบบตู้แข็ง ที่ติดตั้งระบบกันสะเทือนด้วยถุงลม (Air-ride suspension) หรือในบางสเปกอาจต้องใช้รถควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) เพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมและแรงสั่นสะเทือน

3. การขนส่งทางบกสู่สถานพยาบาลปลายทาง (On-the-Road Transit)

ระหว่างการเดินทางบนท้องถนน อุปกรณ์ต้องได้รับการยึดตรึง ด้วยสายรัดและวัสดุกันกระแทกตามมาตรฐานคู่มือของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งมีการตรวจสอบเสถียรภาพและความปลอดภัยของยานพาหนะผ่านระบบติดตาม GPS Tracking หรือระบบ Telematics ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ศูนย์ปฏิบัติการสามารถประเมินความเร็วและพฤติกรรมการขับขี่ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

4. การเคลื่อนย้ายเข้าอาคารและห้องปฏิบัติการ (On-site Moving & Rigging)

ขั้นตอนนี้มีความเสี่ยงต่อความเสียหายทางกายภาพสูงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อตัวสินค้า หรือ ความเสียหายต่อพื้นที่อาคาร ทีมงานจะใช้เครนเฉพาะทางยกเครื่องลงจากเทรลเลอร์ จากนั้นจะเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์เคลื่อนย้ายชนิดพิเศษที่ไม่ก่อให้เกิดแรงกระแทก เช่น 

  • Air Cushion Mover : ระบบเบาะลมที่ใช้แรงดันยกตัวเครื่องให้ลอยขึ้นจากพื้นเพื่อเคลื่อนย้ายเข้าห้องอย่างนุ่มนวล
  • Heavy Duty Rollers / Skates : ล้อเลื่อนเหล็กกล้าสำหรับกระจายน้ำหนักลงบนแผ่นเหล็กปูพื้นชั่วคราว ป้องกันความเสียหายต่อพื้นกระเบื้องของโรงพยาบาล

5. การติดตั้งและส่งมอบ (Installation & Commissioning)

เมื่อวางเครื่องไปยังจุดที่กำหนด ทีมช่างเทคนิคทางการแพทย์จะเข้าดำเนินการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และระบบกรงทองแดงป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวน (RF Shield) จากนั้นจะทำการปรับเทียบมาตรฐานอุปกรณ์ (Calibration) บันทึก Serial Number เข้าระบบฐานข้อมูล และลงนามในเอกสารส่งมอบงานเพื่อเข้าสู่ระยะการรับประกันและบำรุงรักษา

เช็กลิสต์เอกสารนำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องใช้อะไรบ้าง ?

การนำเข้าเครื่องมือแพทย์มายังประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ โดยผู้นำเข้าต้องเตรียมความพร้อมด้านเอกสารล่วงหน้าก่อนสินค้าเดินทางมาถึง เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการเสียเวลา ณ ท่าเรือ ซึ่งสามารถสรุปรายการเอกสารสำคัญได้ดังตารางต่อไปนี้ 


ประเภทเอกสาร

ชื่อเอกสารที่ต้องใช้

วัตถุประสงค์ / ความสำคัญทางกฎหมาย

เอกสารศุลกากรพื้นฐาน

(Customs Documents)

1. Commercial Invoice & Packing List

2. Bill of Lading (B/L) หรือ Airway Bill

3. ใบขนสินค้าขาเข้า (Import Declaration)

ใช้ยืนยันรายละเอียดสเปก มูลค่าสินค้า สำแดงแหล่งที่มา และคำนวณพิกัดอัตราอากรขาเข้ากับกรมศุลกากร

เอกสารกำกับตามกฎหมาย อย.

(FDA Regulations)

1. ใบอนุญาตนำเข้า / หนังสือแจ้งรายละเอียด (LPI)

2. หนังสือรับรองระบบคุณภาพ เช่น ISO 13485 

3. Catalog และ Technical Specification

ใช้ยืนยันว่าเครื่องมือแพทย์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ได้รับการรับรองจากประเทศผู้ผลิต และได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในไทย


อัปเดตกฎหมายใหม่ อย. ยอมรับมาตรฐานสากลเพื่อลดเวลาการตรวจปล่อย

เป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจสถานพยาบาล เมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศใหม่ ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2567 เรื่อง รายชื่อหน่วยงานต่างประเทศที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยายอมรับการตรวจสอบหรือการรับรองเครื่องมือแพทย์หรือสถานประกอบการด้านเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2567 โดยกำหนดให้ยอมรับผลการรับรองจาก 7 หน่วยงานระดับโลก ได้แก่ 

  • Therapeutic Goods Administration (TGA) ประเทศออสเตรเลีย
  • Health Canada (HC) ประเทศแคนาดา
  • European Union Notified Bodies (EU NB) สหภาพยุโรป
  • Ministry of Health, Labour and Welfare (MHLW) ประเทศญี่ปุ่น
  • Food and Drug Administration (US FDA) สหรัฐอเมริกา
  • World Health Organization (WHO)
  • Health Sciences Authority (HSA) ประเทศสิงคโปร์

มาตรการนี้ช่วยลดขั้นตอนความซ้ำซ้อนในการพิจารณาเอกสารทางเทคนิค ทำให้สถานพยาบาลสามารถนำเข้าเทคโนโลยีช่วยชีวิตใหม่ ๆ เข้ามาติดตั้งได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้บริโภค 


ยกระดับความปลอดภัยให้เครื่องมือทางการแพทย์ เลือกใช้บริการจาก SCGJWD 

การขนส่งเครื่องมือแพทย์ที่มีมูลค่าสูงและมีความซับซ้อนทางเทคนิค ต้องการทีมงานที่เข้าใจทั้งด้านโลจิสติกส์และมาตรฐานทางการแพทย์ SCGJWD พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ที่ช่วยปกป้องทรัพย์สินและลดความเสี่ยงให้กับธุรกิจของคุณ  

  • ลดความเสี่ยงสินค้าเสียหาย ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนย้ายเฉพาะทาง (Air-ride trailer, Air Cushion) และทีมวิศวกรที่เชี่ยวชาญการทำงานในพื้นที่โรงพยาบาล ช่วยป้องกันแรงสั่นสะเทือนที่อาจกระทบต่อระบบแม่เหล็กของเครื่อง MRI
  • มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านศุลกากรและ อย. ช่วยจัดการเตรียมเอกสาร LPI และใบอนุญาตต่าง ๆ ล่วงหน้า เพื่อให้สินค้าผ่านด่านได้อย่างรวดเร็ว ลดต้นทุนแฝงจากการเช่าพื้นที่โกดังท่าเรือ (Demurrage/Detention)
  • บริการ End-to-End ครบจบในที่เดียว ดูแลตั้งแต่การรับสินค้าที่ท่าเรือ ดำเนินพิธีการนำเข้า ขนส่ง เคลื่อนย้ายเข้าอาคาร ไปจนถึงประสานงานกับทีมติดตั้ง เพื่อให้สถานพยาบาลพร้อมเปิดให้บริการได้ตามกำหนดเวลา

ส่งมอบเทคโนโลยีทางการแพทย์ถึงมือผู้ใช้งานอย่างปลอดภัยที่สุด ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบริการ ขนส่งเครื่องมือแพทย์ จาก SCGJWD วันนี้ ติดต่อเจ้าหน้าที่ของเราเพื่อรับคำปรึกษาได้เลย


ข้อมูลอ้างอิง 

  1. AAMI TIR109:2025—External Transport of Medical Devices. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 จาก https://blog.ansi.org/ansi/aami-tir109-2025-medical-devices-external-transport/ 
  2. ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง รายชื่อหน่วยงานต่างประเทศที่อย.ยอมรับการตรวจสอบหรือการรับรองเครื่องมือแพทย์หรือสถานประกอบการด้านเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2567. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 จาก https://medical.fda.moph.go.th/relevant-laws-and-standards/list-of-foreign-agencies

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขนส่งเครื่องมือแพทย์ขนาดใหญ่ (FAQs)

[box-content-accordion id="103" theme="undefined" d_column="undefined" d_type="undefined" m_column="undefined" m_type="undefined"]

Service Recommended