เจ้าหน้าที่สวมอุปกรณ์ป้องกันเพื่อความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าอันตราย

การขนส่งสินค้าอันตราย (Dangerous Goods) ให้ปลอดภัย ถูกกฎหมาย

การขนส่งสินค้าอันตราย เป็นการขนส่งที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะสินค้าอันตรายอาจส่งผลกระทบต่อชีวิต สิ่งแวดล้อม หรือทรัพย์สินต่าง ๆ ได้ ตามที่มีตัวอย่างให้เห็นหลายครั้ง เช่น เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2020 ที่เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่เมืองเบรุต ประเทศเลบานอน มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน บาดเจ็บอีกกว่า 5,000 คน และ เกิดความเสียหายต่อตัวเมืองอย่างมาก เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากการระเบิดของสารแอมโมเนียมไนเตรท จำนวน 2,750 ตัน ที่ถูกเก็บอยู่ในคลังสินค้าอย่างผิดวิธี 

เพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนชุมชนข้างเคียง นอกจากการเข้าใจถึงวิธีเก็บและจัดการสินค้าอันตรายแล้ว การให้ความสำคัญกับการขนส่งสินค้าอันตรายทางถนน ทางทะเล และทางอากาศ เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งเช่นกัน

สินค้าอันตรายคืออะไร ?

สินค้าอันตราย หรือ Dangerous Goods คือ สิ่งของหรือวัสดุที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างต่อสุขภาพ ผู้คน ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อมเมื่อขนส่ง และยังรวมถึงสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อแนะนำของสหประชาชาติว่าด้วยการขนส่งสินค้าอันตราย โดยสินค้าอันตราย ในภาษาอังกฤษ นอกจาก Dangerous Goods แล้วยังสามารถเรียก Hazardous Material, Hazmat และ Hazardous Cargo ได้ด้วย

สินค้าอันตรายมีหลายรูปแบบ ทั้งของแข็ง ของเหลว และก๊าซ ทั้งมีสีและไม่มีสี ร้อนหรือเย็น ไม่มีกลิ่นหรือมีกลิ่น สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสารเคมีที่กัดกร่อน วัตถุระเบิด แบตเตอรี่ หรือ แม้แต่ของใช้ประจำวัน เช่น สเปรย์ฉีดผม น้ำหอม และ ไฟแช็ก

ประเภทของสินค้าอันตรายตามมาตรฐานสหประชาชาติ

คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการขนส่งสินค้าอันตราย แบ่งประเภทสินค้าอันตรายออกเป็น 9 หมวดหมู่ด้วยกัน และในกรณีที่สารบางชนิด มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ความเป็นอันตรายได้มากกว่าหนึ่งประเภท จะถือว่าสารนั้นอยู่ในหมวดหมู่ที่มีความอันตรายสูงกว่าเป็นหลัก และหมวดหมู่ที่มีความอันตรายน้อยกว่าเป็นหมวดหมู่รอง ซึ่งก็สามารถมีได้มากกว่า 1 หมวดหมู่รองได้อีกเช่นกัน

credit picture : cogoport.com

กฎระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าอันตราย

การขนส่งสินค้าอันตรายทุกรูปแบบ มีกฎเกณฑ์บังคับที่เข้มงวดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การ Handling สินค้า บรรจุภัณฑ์ การติดฉลาก การทำเครื่องหมาย การจัดเก็บ การแยกส่วน การขนส่ง และการรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในข้อตกลงระหว่างประเทศซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของสหประชาชาติ และได้รับการยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ยังมีกฎระเบียบระดับชาติ กฎเกณฑ์ในการเคลื่อนย้ายสินค้าอันตรายแตกต่างกันไปตามโหมดการขนส่งด้วย

1. การขนส่งสินค้าอันตรายทางทะเล รหัส IMDG และอื่น ๆ

รหัส The International Maritime Dangerous Goods (IMDG) คือคู่มือมาตรฐานการจัดการสินค้าอันตรายและมลพิษสำหรับการขนส่งทางทะเล เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตมนุษย์ ลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุ และป้องกันมลพิษทางทะเลจากการขนส่งสินค้าอันตราย ถูกพัฒนาโดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) และนำไปใช้กับเรือขนส่งทุกลำ ครอบคลุมสินค้าอันตรายกว่า 3,500 รายการ โดยมีการปรับปรุงทุก 2 ปี เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีรหัสอื่น ๆ ที่ควรรู้เพิ่มเติม ได้แก่

  • IMSBC Code : สำหรับควบคุมการขนส่งสินค้าของแข็งชนิดเทกอง (ยกเว้นเมล็ดพืช)
  • IGC Code : สำหรับควบคุมการขนส่งก๊าซเหลว
  • MARPOL Annex I : ควบคุมการปล่อยน้ำมันจากเรือบรรทุก เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

2. การขนส่งสินค้าอันตรายทางอากาศ กฎ DGR โดย IATA และข้อกำหนด ICAO

ในการขนส่งสินค้าอันตรายทางอากาศ ต้องเป็นไปตามระเบียบของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) หรือ IATA Dangerous Goods Regulations (DGR) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานเดียวที่สายการบินทั่วโลกให้การยอมรับ มีรายละเอียดครอบคลุมทั้งประเภทของสินค้าอันตราย วิธีการบรรจุและปริมาณที่อนุญาต เอกสารประกอบ การฝึกอบรมพนักงาน ความปลอดภัย และการรายงานเหตุการณ์ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำทางเทคนิคขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ที่มุ่งเน้นให้สายการบินทั่วโลกขนส่งสินค้าอันตรายอย่างปลอดภัย ไม่ส่งผลกระทบต่อเครื่องบินหรือผู้โดยสาร

3. การขนส่งสินค้าอันตรายทางถนน กฎหมายควบคุมสินค้าอันตรายในไทย

การขนส่งสินค้าอันตรายทางถนนในประเทศไทยอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2562, พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 และกฎกระทรวงความปลอดภัยในการขนส่งวัตถุอันตราย พ.ศ. 2558 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจำแนกประเภทของวัตถุอันตราย วิธีการบรรจุ การติดเครื่องหมายเตือนอันตรายบนรถ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงคุณสมบัติของผู้ขับขี่ โดยรถที่ใช้ต้องได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสม มีอุปกรณ์ควบคุมพิเศษ และมีฉลากหรือป้ายเตือนอันตรายที่ชัดเจน เช่น ป้าย UN number และเครื่องหมายแสดงประเภทอันตราย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการและผู้ขนส่งต้องจัดเตรียมเอกสารสำคัญ เช่น ใบขับขี่ชนิดที่ 4, ใบอนุญาตขนส่ง, เอกสารข้อมูลความปลอดภัย (MSDS), บัตร TREM และเอกสารขนส่งอื่น ๆ อีกทั้งต้องอบรมผู้ขับขี่และผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับวิธีจัดการเหตุฉุกเฉินและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด รวมถึงกำหนดเส้นทางการขนส่งให้ปลอดภัยและถูกกฎหมาย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ รั่วไหล หรือสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม การปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ไม่เพียงเป็นการป้องกันความเสี่ยง แต่ยังช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าอันตรายในประเทศอีกด้วย

4. การขนส่งสินค้าอันตรายทางราง มาตรฐานเฉพาะตามข้อกำหนดของรถไฟไทย

การขนส่งทางรางในไทยอยู่ภายใต้การกำกับของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยอ้างอิงแนวปฏิบัติจากสากล เช่น ข้อตกลง RID ของยุโรป รวมถึงข้อกำหนดของ IRCA ในบางประเทศ โดยควบคุมผ่านการจองพื้นที่ขนส่งล่วงหน้า ตู้รถไฟที่ใช้ขนส่งต้องมีมาตรฐาน ปิดสนิท และมีเครื่องหมายชัดเจน และเอกสารปลายทางต้องแสดงรายการสินค้าอันตรายอย่างครบถ้วน

5. การขนส่งสินค้าอันตรายทางเรือเล็ก

การขนส่งสินค้าอันตรายทางเรือเล็ก (Barge) ในประเทศไทย เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างรัดกุมและปลอดภัย เพราะสินค้าเหล่านี้อาจก่อให้เกิดอันตรายทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องคือ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2562 ซึ่งควบคุมทั้งการผลิต ครอบครอง การนำเข้า ส่งออก และการขนส่งสินค้าอันตราย ในขณะที่กรมเจ้าท่าซึ่งดูแลเส้นทางน้ำภายในประเทศ ได้กำหนดระเบียบการขนส่งที่ชัดเจน ทั้งการจำแนกประเภทวัตถุอันตรายตามคลาส (Class 1-9) การบรรจุ การติดป้ายเตือน และวิธีปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง


ในการขนส่งจริง เรือบาร์จจะรับเฉพาะสินค้าบางคลาส เช่น วัตถุไวไฟ สารออกซิไดซ์ สารกัดกร่อน หรือวัตถุมีพิษ โดยต้องตรวจสอบว่าเส้นทางขนส่ง ท่าเรือต้นทางและปลายทางสามารถรองรับสินค้านั้น ๆ ได้ โดยผู้ขนส่งต้องเตรียมเอกสารให้ครบ เช่น ใบกำกับสินค้า MSDS (Material Safety Data Sheet) หมายเลข UN และแผนตอบสนองฉุกเฉิน ทั้งยังต้องแสดงฉลาก ป้าย และเครื่องหมายต่าง ๆ ให้ชัดเจนบนภาชนะและพื้นที่ขนส่ง พร้อมมีมาตรการแยกเก็บสินค้าต่างคลาสไม่ให้เกิดปฏิกิริยากัน ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และยังสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยต่อทั้งผู้ส่ง ผู้รับ และหน่วยงานกำกับดูแลอีกด้วย

4 กุญแจหลัก ต้องให้ความสำคัญในการขนส่งสินค้าอันตราย

 ‍1. บรรจุภัณฑ์

เนื่องจากสินค้าอันตรายเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์ บรรจุภัณฑ์จึงมีความสำคัญสูงสุด ซึ่งควรดำเนินการดังนี้

  • ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ถูกต้อง วัสดุผ่านการทดสอบความทนทาน เป็นไปตามที่กฎระเบียบกำหนดไว้
  • สินค้าต้องบรรจุให้แน่น กันกระแทก และ ป้องกันความเสียหายและการรั่วซึม
  • สินค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำ ความชื้น และความร้อน จะต้องบรรจุในภาชนะที่มีอากาศ ลม และกันน้ำ
  • เมื่อขนสินค้าอันตรายรวมกับสินค้าปกติ ต้องวางสินค้าอันตรายไว้ใกล้ประตูตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อการขนย้ายอย่างรวดเร็วหากเกิดกรณีฉุกเฉิน

2. การติดฉลาก

ฉลาก เครื่องหมาย และป้ายเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายสำหรับสินค้าอันตราย สิ่งเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้แรกถึงลักษณะอันตรายของสินค้า และเก็บข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับวิธีการจัดการ จึงควรอ่านได้ชัดเจน วางอย่างถูกต้อง และไม่โดนบดบังด้วยฉลากหรือเครื่องหมายเก่า

  • Label : เป็นตัวระบุสินค้าและความอันตรายของสินค้า มีการติดฉลากบนบรรจุภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์รวม (บรรจุภัณฑ์ที่ผู้ส่งรายเดียวใช้เพื่อบรรจุสินค้าอย่างน้อยหนึ่งหน่วยหรือมากกว่า เพื่อความสะดวกในการจัดการและจัดเก็บระหว่างการขนส่ง) ตามระเบียบของ UN Model โดยต้องวางไว้ใกล้กับหมายเลข UN และ PSN ไม่ใช่ในมุมที่เสี่ยงถูกพับหรือเป็นมุมอับสายตา
  • Placard : เครื่องหมายระบุวัตถุอันตรายมาตรฐานอีกประเภทหนึ่ง ลักษณะคล้ายฉลาก แต่มีขนาดใหญ่กว่าและทนทานกว่า มักจะถูกวางบนตู้คอนเทนเนอร์ กระบอกสูบ รถบรรทุก และยานพาหนะขนส่งอื่น ๆ
  • Marking : ตัวระบุเพิ่มเติมที่วางอยู่บนบรรจุภัณฑ์ด้านนอก เป็นการรวมกันของหมายเลข UN, PSN, น้ำหนัก, ข้อมูลจำเพาะ, ข้อควรระวัง และแนวทางการตอบสนองกรณีฉุกเฉิน ช่วยให้มั่นใจได้ว่าสินค้าจะได้รับการจัดการอย่างปลอดภัย แตกต่างจาก Label และ Placard ตรงที่ Marking จะไม่มีรูปแบบ สี และขนาดเฉพาะ สินค้าบางชนิด (สินค้าอันตรายที่เป็นของเหลว, วัสดุกัมมันตภาพรังสี, สินค้ามีพิษ) จำเป็นต้องมีเครื่องหมายพิเศษ

3. เอกสาร

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับบรรจุภัณฑ์และการติดฉลาก คือ การจัดทำเอกสาร เพราะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้ผู้ให้บริการตัดสินใจจัดการ แยก และจัดเก็บอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งมักส่งผลกระทบตามมา เอกสารสำหรับสินค้าอันตรายแตกต่างกันไปตามโหมดการขนส่ง แต่ส่วนใหญ่มีข้อมูลพื้นฐานที่เหมือนกัน ได้แก่

  • คลาสของสินค้า หมายเลข UN และ PSA
  • ชื่อและที่อยู่ของผู้นำเข้า ส่งออก
  • น้ำหนัก และ ปริมาณสินค้า
  • จำนวนและประเภทของบรรจุภัณฑ์

ข้อมูลอื่น ๆ ที่อาจต้องระบุลงไปในเอกสาร ประกอบด้วย

  • สารที่อุณหภูมิหลอมเหลว/อุณหภูมิสูง
  • สารควบคุมอุณหภูมิ
  • วัสดุกัมมันตภาพรังสี
  • สารติดเชื้อ
  • ของเสีย ‍

เอกสารสำคัญและเอกสารทั่วไปบางประการที่ใช้ในการจัดส่งสินค้าอันตราย ได้แก่

  • Material Safety Data Sheet : นอกเหนือจากข้อมูลพื้นฐานแล้ว ยังมีคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของสินค้า (จุดหลอมเหลว/จุดเดือด) การเกิดปฏิกิริยา ความเป็นพิษ ผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ แนวทางการปฐมพยาบาลและการดับเพลิง ข้อกำหนดสำหรับอุปกรณ์ป้องกัน ซึ่งผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ของสินค้าเป็นผู้จัดเตรียมให้กับผู้ส่ง เพื่อนำส่งให้กับผู้ขนส่งต่อไป
  • Dangerous Goods (DG) Request : เมื่อผู้ส่งสินค้าใช้บริการขนส่งสินค้าอันตราย จะต้องยื่นคำขอ DG หรือคำขอขนส่งสินค้าอันตรายทุกครั้ง
  • Dangerous Goods (DG) Declaration : ผู้ส่งสินค้าต้องจัดเตรียมไว้ คล้ายกับ DG Request แต่มีรายละเอียดมากกว่า ซึ่งผู้ขนส่งจะยอมรับการขนส่งสินค้าอันตรายตาม DG Request และ DG Declaration ที่มีข้อมูลตรงกันเท่านั้น
  • Dangerous Goods Manifest : จัดทำโดยเจ้าของเรือ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในเอกสารฉบับเดียว เก็บไว้บนสะพานเรือ พร้อมสำเนาในห้องควบคุมสินค้า เพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย อีกทั้ง DG Manifest ยังเป็นแผนการจัดเก็บเพราะระบุตำแหน่งของสินค้าบนเรือเอาไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะสามารถตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว
  • Transport Emergency (TREM) Card : เอกสารที่ถือโดยผู้ขนส่งสินค้าอันตราย ซึ่งมีข้อมูลการขนส่งสินค้าที่เกี่ยวข้องและคำแนะนำสำหรับผู้ขับขี่และผู้เผชิญเหตุฉุกเฉิน
  • Container Packing Certificate : กรณีที่ขนส่งสินค้าอันตรายทางทะเลด้วยตู้คอนเทนเนอร์ บริษัทขนถ่ายต้องจัดเตรียมใบรับรองที่ลงนามและลงวันที่ให้กับผู้ขนส่งเพื่อยืนยันการปฏิบัติตาม IMDG Code และ กฎเกณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

4. การแบ่งแยก

การเคลื่อนย้ายสินค้าอันตรายยังต้องมีความรู้ว่าสินค้าอันตรายชนิดใดสามารถจัดเก็บและขนส่งร่วมกันได้ IMDG Code ได้กำหนดกระบวนการแยกสารตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปที่ไม่สามารถเข้ากันได้ แต่การแบ่งแยกทั่วไปไม่รวมถึง

  • ห้ามเก็บวัตถุระเบิดประเภทต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน
  • ห้ามเก็บสารที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้กับตัวออกซิไดซ์
  • ห้ามเก็บกรดกับด่างเข้มข้นด้วยกัน

แต่ตามกฎการแบ่งแยก สินค้าอันตรายบางประเภทสามารถขนส่งพร้อมกับสินค้าอันตรายประเภทอื่นได้ เช่น สารออกซิไดซ์สามารถบรรจุเข้ากับตัวออกซิไดซ์อื่น ๆ ได้ เช่นเดียวกับก๊าซที่ไม่ติดไฟและก๊าซพิษ แต่ไม่สามารถจับคู่กับวัตถุไวไฟ (ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ) และสารกัดกร่อนได้

ความสำคัญของการฝึกอบรมในการจัดการกับสินค้าอันตราย‍

ตั้งแต่ผู้ขนถ่ายสินค้า ผู้บรรจุหีบห่อ และผู้ปฏิบัติงาน ไปจนถึงผู้ขนส่งสินค้าอันตรายและผู้ปฏิบัติงานด้านเอกสาร สินค้าอันตรายมีความเสี่ยงต่อชีวิตนับไม่ถ้วน การตระหนักและการฝึกอบรมเป็นกุญแจสำคัญต่อความปลอดภัยของพวกเขา ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างเหมาะสม ไม่ใช่แค่เฉพาะฟังก์ชันงานของตัวเองเท่านั้น แต่จำเป็นต้องตระหนักถึงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสินค้า ท่าเรือ ประเทศปลายทาง เอกสาร และการรายงานด้วย

ความรับผิดชอบของฝ่ายจัดส่งที่เกี่ยวข้อง

การขนส่งสินค้าอันตรายอย่างปลอดภัยต้องได้รับการใส่ใจอย่างเต็มที่จากพนักงานทุกคนตลอดกระบวนการของการขนส่ง โดยมีผู้ส่งสินค้าและผู้ขนส่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของกระบวนการ

ความรับผิดชอบของผู้ส่งสินค้า

  • กำหนดคลาส PSN ข้อมูลอันตรายให้กับสินค้าอย่างถูกต้อง
  • บรรจุสินค้าอย่างเหมาะสม มัดไว้ในพาเลตต์ (ถ้าจำเป็น)
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้บรรจุสินค้า ปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับ
  • จัดทำและส่งเอกสารให้ถูกต้องและครบถ้วน
  • แจ้งผู้ขนส่งถึงมาตรการป้องกันในการจัดเก็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับสินค้าที่อาจมีปฏิกิริยาต่อสินค้าอื่นหากเก็บไว้ด้วยกัน

ความรับผิดชอบของผู้ขนส่ง

  • ตรวจสอบว่าสินค้าได้รับอนุญาตให้ดำเนินการภายใต้กฎระเบียบ
  • รับรองเอกสาร และ ใบรับรองที่ผู้ส่งสินค้าส่งมาให้
  • ตรวจสอบฉลาก แผ่นป้าย เครื่องหมายต่าง ๆ (Labels, Placards, Markings) เพื่อความถูกต้อง
  • ตรวจสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อหารอยรั่วและความเสียหายอื่น ๆ
  • จัดเตรียม DG Manifest และ ดูแลให้สินค้าถูกจัดเก็บให้ไกลจากบริเวณที่พักอาศัยมากที่สุด
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกเรือทุกคนได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนฉุกเฉิน
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ที่ท่าเรือขนถ่าย
  • รายงานสินค้าไปยังหน่วยงานการรายงานที่เหมาะสม หากจำเป็น

ขนส่งสินค้าอันตรายอย่างปลอดภัยแบบไร้รอยต่อกับ SCGJWD

สำหรับผู้ส่งสินค้าและผู้ขนส่ง การขนส่งสินค้าอันตรายเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ เพราะทุกครั้งที่ขนส่ง หมายถึงชีวิตและทรัพย์สินของหลายคน ดังนั้น การทำงานร่วมกับบริษัทโลจิสติกส์ที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในการขนส่งสินค้าอันตรายอย่าง SCGJWD จะช่วยให้คุณสบายใจ และทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยหมวดหมู่ของ Dangerous Goods ที่ SCGJWD ให้บริการขนส่งสินค้าอันตราย ได้แก่ สินค้าที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบและข้อบังคับเรื่องการควบคุมการจัดเก็บและการขนส่งสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์ ของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ โดยตามแต่ละประเภทที่แตกต่างกัน ได้แก่

  • ประเภทที่ 2 - ก๊าซไวไฟ สารที่เป็นก๊าซที่อุณหภูมิห้องและสามารถติดไฟได้ หรือไม่ติดไฟ เป็นพิษ เป็นต้น 
  • ประเภทที่ 3 - ของเหลวไวไฟ น้ำมันไบโอดีเซลทุกชนิด, น้ำมันเตา (FUEL OIL), น้ำมันหล่อลื่นสำหรับยานยนต์, น้ำยาเช็คกระจกรถยนต์ รวมถึงกลุ่มแฟตตี้แอลกอฮอล์ (FATTY ALCOHOLS) สารตั้งต้นที่ได้รับการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในรูปแบบสารลดแรงตึงผิว ซึ่งเป็นส่วนประกอบขั้นพื้นฐานในการผลิตผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ตลอดจนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั่วๆ ไปภายในครัวเรือน เป็นต้น
  • ประเภทที่ 4 - ของแข็งไวไฟ สารที่เป็นของแข็ง สามารถติดไฟได้จากการเสียดสี การดูดซับความชื้น หรือการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เช่น แบตเตอรี่ เป็นต้น
  • ประเภทที่ 5 - สารออกซิไดซ์และเปอร์ออกไซด์อินทรีย์ วัสดุที่สามารถปล่อยออกซิเจนเพื่อกระตุ้นการเผาไหม้ของวัสดุอื่นๆ เช่น ปุ๋ยเคมี เป็นต้น
  • ประเภทที่ 6 - สารพิษ วัสดุที่อาจทําให้เสียชีวิต บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยได้ หากกลืนกิน สูดดม หรือสัมผัสกับผิวหนัง ซี่งเป็นสารประกอบในการผลิตพลาสติก เป็นต้น
  • ประเภทที่ 8 - สารกัดกร่อน สารที่สามารถละลายเนื้อเยื่ออินทรีย์หรือกัดกร่อนโลหะอย่างรุนแรง เช่นกรดซัลฟิวริก ปรอท กรดไฮโดรคลอริกและกรดอื่นๆ เป็นต้น
  • ประเภทที่ 9 - วัสดุอันตรายเบ็ดเตล็ด สินค้าที่ไม่เข้าข่ายประเภทอื่นๆ แต่ถือว่าเป็นอันตรายต่อการขนส่งจะอยู่ภายใต้สินค้าอันตรายประเภทที่ 9 ซึ่งรวมถึงน้ำแข็งแห้ง สารที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม วัสดุแม่เหล็ก อุปกรณ์กู้ภัยแบบเป่าลมได้เอง เช่น ถุงลมนิรภัย แบตเตอรี่ลิเธียม ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคจำพวกแอโรซอล เช่น โลชั่นบํารุงผิว สเปรย์และน้ำหอม เป็นต้น

นอกจากนี้ยังให้บริการคลังสินค้าอันตราย สำหรับสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี solvent ได้แก่ น้ำมันใส น้ำมันเตา สารเคมีที่ใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรมฟอกหนัง อาหาร และ สินค้าอื่น ๆ ในกลุ่ม Class 3,8, และ 9


นอกจากนี้ เรายังมีบริการจัดการคลังและลานจัดเก็บสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์ และบริการเดินเอกสาร รวมทั้งขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องโดยทีมงานประสบการณ์สูง รองรับการขนส่งสินค้าอันตรายทุกเส้นทางได้อย่างไร้รอยต่อ สอบถามรายละเอียดบริการ หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ที่

ข้อมูลอ้างอิง 

  • ความปลอดภัยในการขนส่งวัตถุอันตรายทางถนน พ.ศ. ๒๕๕๘. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 จาก https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/A/024/1.PDF 

คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าอันตราย

[box-content-accordion id="58"]

Service Recommended