เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศ เริ่มบังคับใช้ Reciprocal Tariffs หรือภาษีตอบโต้กับหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย ซึ่งต้องเผชิญกับอัตราภาษี 37% (เพิ่มขึ้น 1% จากเดิม 36%) จากเดิมที่ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ สูงกว่ามาก ส่งผลให้สหรัฐฯ ตัดสินใจเก็บภาษีในอัตรา "ตอบโต้" เพื่อปรับสมดุลทางการค้า
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยภาพรวม
- DGP ไทยอาจหดตัวประมาณ 1%: มีการคาดการณ์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทยว่า Demand โดยรวมอาจลดลง จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงมีการประมาณการณ์ความเสี่ยงผลกระทบต่อ GDP ของประเทศไทยจะลดลงอยู่ที่ประมาณ 1%
- การส่งออกอาจลดลง: เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดสำคัญของสินค้าหลายประเภทจากไทย เช่น อลูมิเนียม เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นจะลดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
- ความต้องการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเปลี่ยนไป: ความต้องการใช้บริการโลจิสติกส์ อาจลดลงในกลุ่มสินค้าข้างต้น โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางเรือ และ คลังสินค้า รวมถึง ซัพพลายเชนอาจมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การปรับเปลี่ยนเส้นทางการค้า หรือ การเปลี่ยนไปเน้นตลาดอื่นแทนสหรัฐฯ
อุตสาหกรรมไทยที่ได้รับผลกระทบ
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย กล่าวว่า สินค้าที่จะได้รับผลกระทบมากนั้นจะเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าสูง ๆ โดย 15 สินค้าแรกที่ส่งออกไปสหรัฐฯ มาก ได้แก่ 1.โทรศัพท์มือถือ 2.ชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์ 3.ยางรถยนต์ 4.เซมิคอนดักเตอร์ 5.หม้อแปลงไฟฟ้า 6.ชิ้นส่วนอุปกรณ์การพิมพ์ 7.ชิ้นส่วนรถยนต์ 8.อัญมณี 9.เครื่องปรับอากาศ 10.กล้องถ่ายรูป 11.เครื่องปริ้นเตอร์ 12.วัตถุดิบอาหารสัตว์ 13.แผงวงจรอิเลกทรอนิกส์ 14.ข้าว และ 15.ตู้เย็น
นอกจากนี้ สินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์ประมง ยางพารา และสินค้าเกษตรแปรรูป อาจได้รับผลกระทบ แต่ไทยยังสามารถแข่งขันได้ด้วยต้นทุน และ มาตรฐานคุณภาพ โดยเฉพาะสินค้ายางพารา อาหารสัตว์ และ อาหารไทย
สินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ได้รับผลกระทบด้านการส่งออก ทั้งส่วนที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ รวมถึงส่งออกไปยังประเทศที่ผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ
เหล็กและอะลูมิเนียม ได้รับผลกระทบเรื่องการส่งออก เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอะลูมิเนียมอันดับ 2 ของไทยเรา รวมถึงผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นคือ จีนอาจจะเข้ามาลงทุน หรือส่งออกสินค้าจีนเข้ามาในไทยและอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตไทยต้องเผชิญการแข่งขันกับสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าจากจีน แต่สำหรับธุรกิจปลายน้ำอาจส่งผลดี เนื่องจากมีทางเลือกในตลาดที่มากขึ้น
และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับผลกระทบการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และชะลอการย้ายฐานการผลิตจากจีน และ เวียดนาม มายังไทย นอกจากนี้สินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ได้รับการยกเว้น Reciprocal Tariffs แต่ยังไม่มีรายละเอียดว่าหมายรวมถึงกลุ่มไหนบ้าง
มาตรการรับมือของไทย
1. กระจายตลาดส่งออก:
ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ หันไปหาตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา หรือประเทศในอาเซียน โดยชูจุดเด่นของประเทศไทยซึ่งก็คือต้นทุนต่ำและคุณภาพสินค้าที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร ยางพารา และอาหารสัตว์
2. เจรจาการค้าทวิภาคีและพหุภาคี:
เหมือนกับที่จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จับมือกันเพื่อบรรเทาผลกระทบ
3. พิจารณาเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ:
เพื่อลดดุลการค้า โดยเฉพาะสินค้าสินค้าที่ไม่กระทบกับผู้ผลิตในประเทศ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์(ปัจจุบันนำเข้าจากเพื่อนบ้าน), สุรา, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออาหารทะเลนำเข้าเพื่อแปรรูป เช่น ปลาแซลมอนแช่แข็ง หอยเชลล์ ปลาทูน่า และ เครื่องในสัตว์ เพื่อนำมาผลิตและแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ นำมาทำเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยมเพื่อการส่งออก
นโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของโดนัลด์ ทรัมป์ในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย และ เศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้ด้วยการขยายตลาดใหม่ เสริมความแข็งแกร่งภายในประเทศ และใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อสร้างความหลากหลายทางธุรกิจในอนาคต
รับมือแรงกระแทกภาษีสหรัฐ SCGJWD ช่วยคุณลดต้นทุน และ ขยายตลาดได้จริง
ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งการขึ้นภาษีการนำเข้าและการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะธุรกิจไทยที่ต้องเผชิญกับมาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเหล็กอย่างชัดเจน
ความท้าทายของธุรกิจไทยในตลาดโลก
- ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง
- ความเสี่ยงในการพึ่งตลาดเดียว อย่างตลาดสหรัฐฯ
- ความจำเป็นในการปรับตัว เช่น ขยายตลาดใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชน และบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
SCGJWD พร้อมเคียงข้างธุรกิจไทยในทุกความท้าทาย
SCGJWD Logistics มุ่งมั่นเป็นมากกว่าผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ แต่เป็น “พันธมิตรทางธุรกิจ” ที่พร้อมช่วยให้ธุรกิจไทยก้าวข้ามอุปสรรคและคว้าโอกาสใหม่ ด้วยจุดแข็งที่ตอบโจทย์ทุกสถานการณ์
SCGJWD: พันธมิตรที่เข้าใจธุรกิจของคุณ
SCGJWD คือพาร์ทเนอร์ที่พร้อมสนับสนุนธุรกิจของคุณในทุกการเปลี่ยนแปลง
- เพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชน
- ลดต้นทุนโลจิสติกส์
- ขยายตลาดอย่างมั่นใจ แม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์
LINE: @SCGJWD
โทรศัพท์: 02 710 4000
SCGJWD Logistics – โลจิสติกส์ครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมั่นใจ