ระบบโลจิสติกส์ของอินโดนีเซียเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการมากขึ้น รวมถึงการเติบโตของตลาด E-Commerce และค้าปลีกออนไลน์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากรัฐบาล ตลอดจนการลงทุนจากต่างประเทศที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ระบบโลจิสติกส์อินโดนีเซียมีความทันสมัยและครอบคลุมมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังอินโดนีเซียสามารถขยายตลาดได้สะดวกยิ่งขึ้น
ระบบโลจิสติกส์อินโดนีเซีย
ระบบโลจิสติกส์ของอินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลอินโดนีเซียจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน ท่าเรือ และสนามบิน การปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งสินค้า รวมถึงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า โดยรูปแบบการขนส่งสำคัญของโลจิสติกส์อินโดนีเซียที่สำคัญ ๆ มีอยู่ด้วยกัน 4 รูปแบบ ได้แก่
- การขนส่งทางถนน เป็นรูปแบบการขนส่งที่ใช้มากที่สุด เพราะสามารถเข้าถึงได้ทั่วไป
- การขนส่งทางทะเล สำหรับการขนส่งไปยังเกาะต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงการส่งออก
- การขนส่งทางอากาศ สำหรับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วในการจัดส่ง
- การขนส่งทางราง ที่กำลังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย
แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว แต่ในไตรมาสแรกของปี 2567 อินโดนีเซียยังคงรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ถึง 5.11% ซึ่งนับว่าสูงสุดในอาเซียน โดยปัจจัยที่ส่งผลให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว ได้แก่
- ขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ และจำนวนประชากรมากกว่า 270 ล้านคน ซึ่งมากเป็นอันดับ 4 ของโลกและอันดับ 1 ของอาเซียน นับว่าเป็นตลาดสินค้าและบริการที่ใหญ่ที่สุด โดยประชากรส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยทำงาน และรายได้ต่อหัวมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้น
- ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้อินโดนีเซียเป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของโลก เช่น ถ่านหิน นิเกิล ดีบุก น้ำมันปาล์ม ฯลฯ รวมทั้งรัฐบาลยังออกนโยบายที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ให้เข้ามาตั้งบริษัทและลงทุนในประเทศ เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า การผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น
- การท่องเที่ยวที่เติบโต มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และภาครัฐก็ยังสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำ เพิ่มทางเลือกในการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอีกด้วย
- ทำเลที่ตั้งเชื่อมต่อกับภูมิภาคอื่น ๆ ได้ง่าย รวมทั้งมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์อินโดนีเซียที่ทันสมัย เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
โอกาสของผู้ประกอบการไทยในอินโดนีเซีย
ไทยกับอินโดนีเซียเป็นประเทศคู่ค้าที่มีความสำคัญกันมาอย่างยาวนาน และมีการนำเข้าส่งออกระหว่างกันในลำดับต้น ๆ โดยข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในปี 2567 อินโดนีเซียเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 8 ของไทย (อันดับ 3 ในอาเซียน) ทำให้ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกสินค้าไปอินโดนีเซียเห็นถึงโอกาสในการไปขยายตลาด โดยมีสินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำตาลทราย และเม็ดพลาสติก
ขณะเดียวกัน ไทยก็นำเข้าสินค้าจากอินโดนีเซีย โดยมีสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ น้ำมันดิบ ถ่านหิน และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
จุดแข็งของอินโดนีเซีย
- ตลาดสินค้าและบริการขนาดใหญ่ เพราะมีประชากรมากกว่า 270 ล้านคน และประชากรส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาววัยแรงงาน จึงมีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอย
- รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เช่น ด้านพลังงาน ด้านโทรคมนาคมและดิจิทัล ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์อินโดนีเซีย ด้านการท่องเที่ยว ฯลฯ
- ทำเลของอินโดนีเซีย ถือว่าอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางการค้า เพราะสามารถเชื่อมต่อกับตลาดสำคัญในภูมิภาค รวมทั้งยังเป็นสมาชิกอาเซียนที่มุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าเสรีในภูมิภาค
- การขยายตัวของอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ จากนโยบายดึงดูดการลงทุนต่างชาติของรัฐบาล
ความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญ
- วัฒนธรรมและภาษา ที่แตกต่างจากไทย ผู้ประกอบการที่ต้องการจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วัฒนธรรมและภาษา เพื่อสื่อสารกับคู่ค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- โครงสร้างพื้นฐานอยู่ในช่วงพัฒนา ซึ่งอาจจะส่งผลให้ระบบโลจิสติกส์อินโดนีเซียยังคงล่าช้า และมีค่าใช้จ่ายสูงอยู่บ้าง รวมทั้งระบบการขนส่งสาธารณะยังมีจำกัด การมีพาร์ตเนอร์เป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์อินโดนีเซียที่เชื่อถือได้และมีบริการครอบคลุม จึงจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าไปอินโดนีเซีย
- ตลาดที่มีการแข่งขันสูง เพราะอินโดนีเซียถือเป็นประเทศที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ มีการแข่งขันทางสินค้าจากจีน เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค
- กฏระเบียบและข้อกำหนดที่ซับซ้อน นอกจากการมีมาตรฐานสินค้าที่เข้มงวด ขั้นตอนพิธีการศุลกากรที่ยุ่งยากแล้ว สินค้าบางประเภทยังต้องขอใบอนุญาตนำเข้าพิเศษ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดและติดตามข้อมูลข่าวสารให้ครบถ้วน เพื่อให้การนำเข้าและส่งออกสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่น
อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียยังคงเป็นประเทศที่มีโอกาสมากสำหรับผู้ประกอบการที่มุ่งหวังขยายธุรกิจ โดยเมื่อเปรียบเทียบระหว่างโอกาสกับความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญเมื่อต้องการส่งสินค้าไปขายยังประเทศอินโดนีเซียแล้ว นับว่ายังมีความน่าสนใจและมีช่องทางที่สามารถต่อยอดธุรกิจได้ โดยข้อดีของการส่งออกสินค้าไทยไปยังอินโดนีเซีย สามารถสรุปได้ดังนี้
- ประชากรอินโดนีเซียมีจำนวนมาก ทำให้มีความต้องการสินค้าที่หลากหลาย เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ รวมทั้งฐานผู้บริโภคชั้นกลางยังขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีกำลังซื้อสูง
- สินค้าและผลิตภัณฑ์ไทยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะคุณภาพของสินค้าที่ดี และราคาที่จับต้องได้ สินค้าไทยในตลาดอินโดนีเซียจึงยังมีช่องทางที่ยังเติบโตได้อีกมาก
- ไทยและอินโดนีเซีย เป็นสมาชิกของอาเซียน และการเป็นส่วนหนึ่งของเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA) ที่มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับประเทศสมาชิก โดยช่วยลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกัน ทำให้การนำเข้าหรือส่งออกมีต้นทุนที่ลดลง
รัฐบาลไทยมีนโยบายและมาตรการส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยไปยังอินโดนีเซีย รวมทั้งรัฐบาลอินโดนีเซียยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดและเพิ่มยอดขายในอินโดนีเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การเตรียมตัวส่งออกสินค้าไปอินโดนีเซียที่ผู้ประกอบการต้องทราบ
แม้ผู้ประกอบการจะมีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ดีแล้ว แต่ก่อนจะดำเนินการ จำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการรับมือกับกฎระเบียบ ข้อกำหนด และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างจากไทย เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
- ศึกษากฎระเบียบและมาตรฐานสินค้านำเข้าของอินโดนีเซีย เนื่องจากสินค้าที่นำเข้าไปยังอินโดนีเซียจะต้องผ่านมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมาตรฐานของสินค้าแต่ละประเภทจะแตกต่างกันออกไป ผู้ประกอบการควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนการนำเข้า และเตรียมเอกสารเพื่อขออนุญาตและใบรับรองต่าง ๆ เช่น ใบรับรองด้านสุขอนามัย ใบรับรองคุณภาพ ใบอนุญาตนำเข้า
- ทำความเข้าใจด้านภาษี เพื่อให้สามารถคำนวณต้นทุนการนำเข้าและการตั้งราคาขายได้อย่างเหมาะสม โดยผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาเกี่ยวกับภาษีต่าง ๆ เช่น ภาษีนำเข้า (Import Duty) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีสินค้าและบริการ (Goods and Services Tax) ภาษีศุลกากรและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ซึ่งอัตราภาษีแต่ละประเภทจะขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า
- วางแผนการขนส่งสินค้า โดยเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์อินโดนีเซียที่ครอบคลุม น่าเชื่อถือ และมีประสบการณ์ ที่สำคัญต้องสามารถตรวจสอบเส้นทางในการขนส่งได้ เพื่อให้การขนส่งเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการตัดความยุ่งยากในการดำเนินการผ่านพิธีการศุลกากร สามารถเลือกบริการขนส่งที่มีบริการดำเนินการผ่านพิธีศุลกากร เพื่อความสะดวกสบายในการดำเนินการได้ด้วย นอกจากนี้ ควรพิจารณาถึงการจัดการคลังและการกระจายสินค้า เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศขนาดใหญ่ และมีเกาะเป็นจำนวนมาก การมีระบบการจัดการคลังสินค้าที่ดี และมีประสบการณ์ จะช่วยให้การกระจายสินค้าไปยังลูกค้าหรือร้านค้าปลีกต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เลือกขนส่งประเภทใดให้เหมาะกับธุรกิจ ?
- การขนส่งทางรถบรรทุก เหมาะกับธุรกิจที่ต้องกระจายสินค้าในพื้นที่หลักบนเกาะชวาและสุมาตรา ซึ่งมีโครงสร้างถนนที่ดีและเข้าถึงได้สะดวก
- การขนส่งทางเรือ เหมาะกับธุรกิจที่ต้องกระจายสินค้าไปยังหลายเกาะ หรือส่งออกในปริมาณมากด้วยต้นทุนที่คุ้มค่า
- การขนส่งทางเครื่องบิน เหมาะกับสินค้าที่มีมูลค่าสูง หรือสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วในการจัดส่ง เช่น เวชภัณฑ์ หรือสินค้าแฟชั่นตามฤดูกาล
- การขนส่งทางรถไฟ กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา เหมาะกับธุรกิจที่มีแผนระยะยาวและต้องการลดต้นทุนโลจิสติกส์ในอนาคต
เลือกบริษัทขนส่งระหว่างประเทศให้ตอบโจทย์ธุรกิจ
การเลือกบริษัทขนส่งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหากต้องการส่งออกไปอินโดนีเซีย ควรพิจารณามากกว่าแค่เรื่องของราคา แต่ควรใช้หลักเกณฑ์เหล่านี้ในการพิจารณาร่วมด้วย
- มีประสบการณ์ในตลาดปลายทาง เข้าใจกฎระเบียบ ศุลกากร และภูมิประเทศของอินโดนีเซีย
- บริการครบวงจร (End-to-End) ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งการขนส่ง พิธีศุลกากร และการกระจายสินค้า
- ติดตามสถานะได้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้ควบคุมการจัดส่งได้ตลอดเส้นทาง
- เชี่ยวชาญในสินค้าประเภทเฉพาะ เช่น สินค้าแช่เย็น สินค้าขนาดใหญ่ หรือสินค้าที่ต้องการดูแลพิเศษ
- มีทีมงานสื่อสารสะดวกและตอบกลับรวดเร็ว ทั้งช่องทางออนไลน์และโทรศัพท์
หากคุณกำลังมองหาพาร์ตเนอร์ด้านโลจิสติกส์ในอินโดนีเซียที่ครบวงจร เชื่อถือได้ และเข้าใจการทำธุรกิจ SCGJWD เป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ต่างประเทศ รวมไปถึงโลจิสติกส์อินโดนีเซีย พร้อมให้บริการแบบครบวงจร ด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมและแข็งแกร่ง เชี่ยวชาญทุกกลุ่มอุตสาหกรรม สามารถรองรับได้หลายประเภทสินค้า ให้บริการดูแลจัดการทุกขั้นตอน ตั้งแต่ขนส่ง จัดเก็บ และกระจายสินค้าไปถึงมือผู้รับปลายทางโดยไร้รอยต่อ (End-to-End Solutions) สำหรับโลจิสติกส์อินโดนีเซีย SCGJWD มีให้บริการต่าง ๆ ดังนี้
- บริการขนส่งสินค้าภายในประเทศ และขนส่งตู้คอนเนอร์ Inland trucking & container transport
- บริการนำเข้า-ส่งออก และดำเนินพิธีการศุลกากร
- บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางเรือ
- บริการขนส่งสินค้าเทกอง Bulk cargo handling
- บริการคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ และขนส่งแบบแช่เย็น แช่แข็ง
สนใจใช้บริการโลจิสติกส์อินโดนีเซีย หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ที่เบอร์ 02-710-4000 / 02-586-1979 และช่องทางไลน์ LINE : @SCGJWD
ที่มา
www.tiscowealth.com
www.prachachat.net
www.ditp.go.th
www.thaibizindonesia.com
www.tradereport.moc.go.th