บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนครบวงจร ประเทศเวียดนาม

เทคนิคการขับขี่ปลอดภัย ยกระดับธุรกิจขนส่งยุคใหม่

การขับขี่ปลอดภัยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับผู้ประกอบการขนส่งและพนักงานขับรถมืออาชีพ ไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกินความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว 

ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนหรือ ศปถ. ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2567 สถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลดลงประมาณ 5% และจำนวนผู้บาดเจ็บลดลง 3% อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งจะเห็นได้ว่า การพัฒนาทักษะด้านการขับขี่ปลอดภัยมีความจำเป็นและควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการขับขี่ปลอดภัย พร้อมแนะนำวิธีการพัฒนาทักษะการขับขี่ปลอดภัยอย่างมืออาชีพ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการขับขี่ปลอดภัยต่อธุรกิจขนส่ง

ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งการให้ความใส่ใจในเรื่อง ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และส่งผลต่อความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

1. ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

การขับขี่ปลอดภัยช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นการป้องการสูญเสียพนักงาน ทรัพย์สินของบริษัท สินค้าของลูกค้าและบุคคลทั่วไปที่อยู่บนท้องถนน

2. ป้องกันการเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งสิ่งที่ตามมาคือ ค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาล ทั้งค่าซ่อมยานพาหนะ ค่ารักษาพยาบาล และค่าชดเชยต่าง ๆ การขับขี่ปลอดภัยช่วยป้องกันไม่ให้เกิดค่าใช้จ่ายเหล่านี้

3. รักษาชื่อเสียงของบริษัท

บริษัทที่ไม่มีข่าวหรือประวัติการเกิดอุบัติเหตุ สามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างปลอดภัยและตรงต่อเวลา จะได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และโอกาสการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต

4. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

พนักงานขับรถที่มีทักษะการขับขี่ปลอดภัยมักจะสามารถจัดการเส้นทางและเวลาได้ดี ส่งผลให้การส่งมอบสินค้าได้อย่างปลอดภัยและสามารถบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพจัดส่งสินค้าได้ตรงต่อเวลา 

5. ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับพนักงาน

เมื่อบริษัทให้ความสำคัญกับการขับขี่ปลอดภัย พนักงานจะรู้สึกว่าตนเองได้รับการดูแลและให้ความสำคัญ ส่งผลต่อขวัญกำลังใจในการทำงาน

กฎหมายและระเบียบข้อปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่ปลอดภัยในประเทศไทย

การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการขนส่งและพนักงานขับรถ ช่วยให้เกิดความปลอดภัย ลดการเกิดอุบัติเหตุและการสูญเสีย ซึ่งกฎหมายและระเบียบข้อปฏิบัติที่สำคัญมีดังนี้

1. พระราชบัญญัติจราจรทางบก
เป็นข้อกำหนดกฎจราจรพื้นฐานเช่น การใช้ความเร็ว การให้สัญญาณ และการจอดรถ เป็นต้น

2. พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก

เป็นกฎหมายที่ใช้ในการควบคุมและจัดระเบียบการขนส่งทางถนนด้วยรถ เพื่อให้ระบบการขนส่งมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ประหยัดและปลอดภัยซึ่งกำหนดให้ผู้ที่จะใช้รถเพื่อการขนส่งจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง และสำหรับตัวรถตลอดจนการใช้งาน การขับขี่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยประกอบไปด้วย ข้อกำหนดด้านผู้ประกอบการขนส่ง ข้อกำหนดด้านตัวรถ และข้อกำหนดด้านผู้ขับรถ

3. กฎกระทรวงกำหนดความปลอดภัยในการขนส่ง

เป็นข้อกำหนดระบุมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร

4. ระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการอบรมและทดสอบผู้ขับรถ

หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการกำหนดมาตรฐานการอบรมและการทดสอบสำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถประเภทต่าง ๆ

5. กฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์

ห้ามขับขี่ขณะมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ระบุว่า ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ถือว่าเมาสุรา ยกเว้นผู้ขับขี่ใน 4 กรณีต่อไปนี้ ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ถือว่าเมาสุรา ได้แก่

    • ผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์
    • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ชั่วคราว (ใบขับขี่อนุญาตแบบ 2 ปี)
    • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ประเภทอื่น ซึ่งใช้แทนกันไม่ได้
    • ผู้ขับขี่ที่ถูกยกเลิกใบขับขี่ หรืออยู่ระหว่างการพักใช้งานใบขับขี่

ผู้ประกอบการและพนักงานขับรถควรศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านี้อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นบนท้องถนน 

เทคนิคการขับขี่ปลอดภัยสำหรับพนักงานขับรถมืออาชีพ

การเป็นพนักงานขับรถมืออาชีพไม่ใช่เพียงแค่การรู้วิธีควบคุมยานพาหนะ แต่ยังต้องมีทักษะและเทคนิคในการขับขี่อย่างปลอดภัย ข้อแนะนำเทคนิคที่สำคัญเพื่อนำไปปรับใช้ในการขับขี่ดังนี้

1. มีการวางแผนศึกษาเส้นทางล่วงหน้า และตรวจสอบสภาพอากาศ

ศึกษาเส้นทางก่อนออกเดินทาง รวมถึงจุดพักรถ สภาพถนน และสภาพอากาศที่อาจเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมความพร้อมของผู้ขับขี่ รถยนต์และอุปกรณ์ติดรถที่จำเป็น

2. ตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทาง

ทำการตรวจเช็คสภาพรถให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางเช่น ระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก ความดันลมยาง และระบบไฟต่าง ๆ เป็นต้น

3. รักษาระยะห่างเพื่อการขับขี่ปลอดภัย

ขณะขับรถเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเพียงพอเช่น เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างน้อย 4 วินาที รวมทั้งการหยุดรถ ให้เว้นห่างเห็นล้อหลังของรถคันหน้าเพื่อสามารถเลี้ยวออกได้ทันที เป็นต้น และสำหรับการขับรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ต้องมีระยะการหยุดรถมากกว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล

4. ขับรถด้วยความเร็วให้เหมาะสม

ขับรถด้วยความเร็วที่กฎหมายกำหนด เหมาะสมกับสภาพถนนและสภาพอากาศ

  • รถพ่วงเกิน 10 ล้อขึ้นไปจำกัดความเร็วไม่เกิน 75 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • รถ 6-10 ล้อ จำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • รถ 4 ล้อ จำกัดความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง

5. ระวังจุดบอดในการขับขี่

ระมัดระวังจุดบอดของรถ โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ ด้วยหลัก 3 มอง ได้แก่
1) มองไกลไปข้างหน้า หมายถึง ผู้ขับขี่มองไปไกลข้างหน้า เพื่อรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ล่วงหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ขับขี่มีเวลาในการวางแผนและตัดสินใจ
2) มองเคลื่อนไหวสายตา หมายถึง ผู้ขับขี่ต้องเคลื่อนไหวสายตาไปมาทุก 2 วินาที เพื่อให้สามารถมองเห็นอันตรายต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน และเลือกตัดสินใจในการหลบหลีกอันตราย
3) มองภาพโดยรอบ หมายถึง ผู้ขับขี่ต้องมองภาพโดยรอบรถ เพื่อรับรู้อันตรายต่าง ๆ ที่มาจากด้านข้างและด้านหลัง โดยตรวจสอบกระจกทุกบาน ทุก ๆ 5 - 8 วินาที 

6. พักผ่อนอย่างเพียงพอ

จำนวนชั่วโมงการพักผ่อนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการขับขี่เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกเหนื่อยล้าและง่วงระหว่างขับรถ ผู้ขับขี่จะต้องการนอนหลับและการพักระหว่างทางอย่างเหมาะสม ข้อกำหนดตามกฎหมายสำหรับพนักงานขับรถกำหนดให้นอนพักอย่างน้อย 10 ชั่วโมง ก่อนรับงาน และเมื่อขับรถต่อเนื่องติดต่อกัน 4 ชั่วโมง ต้องหยุดพักอย่างน้อย 30 นาที

7. ไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่

หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างขับรถ เพื่อรักษาสมาธิและไม่ให้ละสายตาจากการขับขี่ หากมีความจำเป็นให้จอดรถในบริเวณที่ปลอดภัยก่อนจึงจะใช้งาน

8. เตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน

ศึกษาวิธีการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ และตรวจสอบอุปกรณ์ติดรถที่สำคัญก่อนออกเดินทางทุกครั้งเช่น การเปลี่ยนยาง เครื่องยนต์ขัดข้อง หรืออุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นต้น

การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะการขับขี่ปลอดภัยจาก SCGJWD

SCGJWD Academy ให้ความสำคัญถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน และตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในเรื่องความปลอดภัย จึงจัดตั้ง Logistics Academy by SCGJWD ซึ่งเป็นโรงเรียนนอกระบบประเภทวิชาชีพ ที่มีบริการอบรมความปลอดภัยสำหรับบุคคลทั่วไป ที่มีหรือยังไม่มีใบอนุญาตขับขี่ และสำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ที่ต้องการพัฒนาทักษะของพนักงานขับรถ เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจขนส่งในปัจจุบัน โดยมีหลักสูตรครอบคลุม ตั้งแต่การสอนขับรถจักรยานยนต์ การสอนขับรถยนต์ทั่วไป การสอบขับรถที่ใช้เพื่อการขนส่ง และการอบรมสำหรับผู้ขอต่อใบอนุญาตขับรถ หลักสูตรการขับรถเชิงป้องกันอุบัติเหตุ ตั้งแต่ทักษะขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงทักษะการขับรถเชิงป้องกันอุบัติเหตุขั้นสูง จำลองสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อฝึกแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมไปถึงบริการหลักสูตรวิชาชีพด้านโลจิสติกส์ ซึ่งประกอบด้วย

  1. ภาคทฤษฎี: ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร เทคนิคการขับขี่ปลอดภัย และการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินจาก ครูผู้สอน และบุคลากรผ่านการอบรมหลักสูตรชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา และ DECA (Australia)
  2. การฝึกปฏิบัติกับเครื่องจำลองการขับขี่ (Simulator): ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะในสถานการณ์จำลองที่หลากหลายและปลอดภัย เครื่องจำลองการขับขี่ทั้งจักรยานยนต์ รถยนต์ และรถบรรทุก
  3. การฝึกปฏิบัติในสนามจริง: ให้ประสบการณ์การขับขี่จริงภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ สนามจำลองฝึกปฏิบัติขนาด 13,600 ตร.ม.

หากสนใจเรียนหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อพัฒนาทักษะการขับขี่ปลอดภัย  สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเพิ่มเติม Logistics Academy by SCGJWD  หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ที่เบอร์ 02-710-4000 / 02-586-1979 และช่องทางไลน์ LINE : @SCGJWD


ที่มา :
www.freepik.com
www.dlt.go.th
www.roadsafetythailand.com
www.krisdika.go.th
www.facebook.com/ddd.or.th
www.tdri.or.th
www.otp.go.th/
www.who.int/thailand
www.tgia.org
www.kbi.dlt.go.th



Service Recommended