ธุรกิจ e-commerce ที่เติบโตขึ้นพร้อม ๆ กับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ล้วนเป็นปัจจัยต่าง ๆ ที่เอื้อให้ธุรกิจโลจิสติกส์ขยายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งทางรถ เรือ รางและอากาศ
สำหรับประเทศไทย รูปแบบการขนส่งที่น่าจับตามอง คือ การขนส่งทางเรือ ผ่านทางท่าเทียบเรือ เพราะมีต้นทุนต่ำต่อหน่วยต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับการขนส่งรูปแบบอื่น ทั้งยังสามารถรองรับการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่และปริมาณมากจากทั่วทุกมุมโลกได้ และแม้ว่าปี 2567-2568 ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลจะต้องเผชิญปัจจัยลบหลายด้าน เช่น การแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้นขึ้น ภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น และผู้ประกอบการสายการเดินเรือของไทยมีส่วนแบ่งในการขนส่งสินค้าทางทะเลไม่มาก แต่คาดว่าการขนส่งผ่านทางท่าเทียบเรือของไทย จะยังสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จากการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน
ความสำคัญของท่าเทียบเรือในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์
ท่าเทียบเรือมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ โดยส่งผลให้เกิดความคล่องตัวในการค้าระหว่างประเทศและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนี้
1. เป็นจุดเชื่อมต่อการค้าระหว่างประเทศ
ท่าเทียบเรือเป็นจุดรับส่งสินค้าที่สำคัญระหว่างประเทศเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภค ทำให้สามารถขนส่งสินค้าในปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว และลดภาระค่าใช้จ่ายรวมไปถึง
การเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือ ทั้งนำเข้าและส่งออกสินค้าต่าง ๆ ระหว่างประเทศ เช่น ท่าเทียบเรือแหลมฉบังของประเทศไทย กับ ท่าเทียบเรือเซี่ยเหมิน จากประเทศจีน เป็นการเชื่อมโยงเส้นทางการขนส่งทางทะเลตามโครงการ Belt and Road Initiativa ของจีน ช่วยเพิ่มโอกาสในการเปิดเส้นทางเดินเรือสายใหม่ระหว่าง เอเชีย-แอฟริกา-ยุโรป ส่งผลให้ผู้ประกอบการเดินเรือสามารถส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังประเทศปลายทางได้หลากหลาย และ เพิ่มโอกาสขยายฐานรายได้จากการมีพื้นที่บริการใหม่เพิ่มขึ้น
2. เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง
การใช้ท่าเทียบเรือช่วยลดต้นทุนการขนส่งและเวลาในการขนถ่ายสินค้า โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าปริมาณมากเเละขนาดใหญ่ เช่น วัตถุดิบหรือสินค้าขนาดใหญ่ เป็นต้น
3. เพิ่มศักยภาพในการกระจายสินค้า
ท่าเทียบเรือช่วยกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องจัดส่งและกระจายสินค้าที่ต้องใช้ความรวดเร็ว โดยท่าเทียบเรือจะมีหน้าที่รวมสินค้าจากหลากหลายแหล่ง และมีอุปกรณ์ที่ทันสมัย เช่น สายพานลำเลียง เครนขนถ่ายสินค้า ฯลฯ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการลำเลียงและกระจายสินค้า เพิ่มรอบในการขนส่งสินค้าไปยังจุดหมายปลายทางได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
4. สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ท่าเทียบเรือเป็นแหล่งรายได้สำคัญจากค่าธรรมเนียมการขนอส่งและการจ้างงานในท้องถิ่น อีกทั้งยังสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
5. ป้องกันสินค้าเสียหาย
การขนส่งสินค้าผ่านท่าเทียบเรือมีระบบการจัดการที่ปลอดภัยและทันสมัย ช่วยป้องกันสินค้าเสียหายระหว่างการขนส่งและมีระบบรักษามาตรฐานความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม เช่น GPS หรือ RFID ที่สามารถช่วยตรวจสอบและติดตามสินค้า (Tracking & Monitoring) สามารถป้องกันการสูญหายหรือการส่งสินค้าผิดพลาดได้
6. ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ท่าเทียบเรือที่ทันสมัยมีการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นในกระบวนการขนส่ง เช่น เครนอัตโนมัติ ที่มีระบบ regenerative braking ที่สามารถกักเก็บพลังงานและนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกด้วย
ประเภทของท่าเทียบเรือในธุรกิจโลจิสติกส์
เกณฑ์ในการแบ่งประเภทของท่าเทียบเรือ มีอยู่ด้วยกันหลายเกณฑ์ หนึ่งในเกณฑ์ที่นิยม คือ การแบ่งได้จากสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกตามการรองรับสินค้าของท่าเทียบเรือนั้น ๆ โดยสามารถแบ่งประเภทหลัก ๆ ได้ดังนี้
1. ท่าเทียบเรือสำหรับการขนส่งสินค้าทางทะเล
คือ ท่าเทียบเรือที่รองรับสินค้าเข้ามาเทียบท่า เพื่อดำเนินการขนส่งสินค้าไปยังจุดหมายปลายทาง มีการจัดสรรพื้นที่และอุปกรณ์เฉพาะ เพื่อรองรับสินค้าหลากหลายประเภท
ตัวอย่างสินค้าที่ขนส่งที่ท่าเทียบเรือประเภทนี้
- สินค้าเกษตรและอาหาร (Agricultural and Food Products) เช่น ข้าว ยางพารา รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากการเกษตร เป็นต้น
- สินค้าทั่วไป (General Cargo) เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ก่อสร้าง เป็นต้น
2. ท่าเทียบเรือสำหรับรองรับสินค้าอันตราย
คือ ท่าเทียบเรือที่มีการออกแบบและจัดเตรียมอุปกรณ์ เพื่อรองรับเฉพาะท่าเรือที่มีการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยสูง ทั้งในด้านของการจัดเก็บ การป้องกันการรั่วไหล และการควบคุมการระเบิด เพื่อให้การขนส่งสินค้าประเภทนี้เป็นไปอย่างปลอดภัย มีการป้องกันอุบัติเหตุจากการขนส่ง และขนถ่ายสินค้าที่เป็นอันตราย
ตัวอย่างสินค้าที่ขนส่งที่ท่าเทียบเรือประเภทนี้
- สารไวไฟ (Flammable Liquids) เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล ซึ่งอาจเกิดการระเบิดหรือไฟไหม้ได้ง่าย เป็นต้น
- ก๊าซอัด (Compressed Gases) เช่น ก๊าซ LPG ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งอาจเกิดการระเบิดหากถูกกระแทก เป็นต้น
สารพิษ (Toxic Substances) เช่น สารเคมีอันตรายที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อน เช่น คลอรีนหรือสารปราบศัตรูพืช เป็นต้น
3. ท่าเทียบเรือสำหรับการขนส่งสินค้าแบบคอนเทนเนอร์
คือ ท่าเทียบเรือที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรองรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์โดยตรง ซึ่งตู้คอนเทนเนอร์เหล่านี้เป็นมาตรฐานในการขนส่งสินค้าหลายประเภท
ตัวอย่างสินค้าที่ขนส่งที่ท่าเทียบเรือประเภทนี้
- เครื่องจักรและอุปกรณ์ เช่น เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่
- สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าบริโภคอื่นๆ
- สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ
5 สถานที่ตั้ง ท่าเทียบเรือ ที่สำคัญของประเทศไทย
ท่าเทียบเรือที่สำคัญของประเทศไทยนับว่าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่สำคัญช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพในการค้าระหว่างประเทศ มี 5 ท่าหลัก ๆ ดังนี้
- ท่าเรือแหลมฉบัง (Laem Chabang Port) ตั้งอยู่ที่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในประเทศไทย มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและสามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ได้ รวมทั้งยังมีศักยภาพในการรองรับสินค้าได้ในปริมาณมหาศาล เช่น รองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ประมาณ 11 ล้านตู้/ปี และรองรับรถยนต์ได้ 2 ล้านคัน/ปี
- ท่าเรือคลองเตย (Bangkok Port) ตั้งอยู่ที่ เขตคลองเตย ในจังหวัดกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในท่าเรือที่มีการขนส่งสินค้าแบบคอนเทนเนอร์อย่างต่อเนื่อง รองรับสินค้าจากและไปยังภาคกลางและภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย
- ท่าเรือสงขลา (Songkhla Port) ตั้งอยู่ที่ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นท่าเรือที่สำคัญในภาคใต้ของไทย รองรับการขนส่งสินค้าแบบคอนเทนเนอร์ไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ท่าเรือภูเก็ต (Phuket Port) ตั้งอยู่ที่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เป็นท่าเรือที่รองรับการขนส่งสินค้าแบบคอนเทนเนอร์ในภูมิภาคท่องเที่ยวของไทย ทำให้สามารถส่งสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ได้สะดวกมากขึ้น
- ท่าเรือระนอง (Ranong Port) ตั้งอยู่ที่ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง เป็นท่าเรือที่
มีความสำคัญต่อการค้าขายระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค
เทคโนโลยีที่ส่งเสริมการทำงานท่าเทียบเรือ
ท่าเทียบเรือมีบทบาทสำคัญช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือให้เติบโต โดยการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งให้มีความก้าวหน้าได้ดียิ่งขึ้น โดยมีเทคโนโลยีสำคัญที่ใช้ในท่าเทียบเรือ ดังนี้
1. ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Automation and Robotics)
การนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้ในการขนถ่ายและจัดเก็บสินค้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดการพึ่งพาแรงงานคน เช่น ระบบเครนอัตโนมัติที่สามารถขนถ่ายสินค้าได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
2. ระบบ Internet of Things (IoT)
ระบบเซนเซอร์ IoT ใช้ติดตั้งในอุปกรณ์ขนส่ง ลานวางตู้คอนเทนอร์และคลังสินค้า เพื่อเก็บข้อมูลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ ช่วยในการติดตามการจัดเก็บสินค้า สถานะการขนส่ง และปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากร
3. ระบบการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics)
การนำข้อมูลจากการเก็บรวบรวม เพื่อใช้สำหรับนำมาประมวลผลช่วยให้ผู้จัดการท่าเรือสามารถวิเคราะห์ข้อมูล และคาดการณ์แนวโน้มการขนส่งได้แม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อการจัดการทรัพยากรและการวางแผนที่มีประสิทธิภาพ
4. ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI)
AI ช่วยในการวิเคราะห์และคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการจัดการเส้นทางการขนส่งที่เหมาะสม และปรับปรุงการทำงานเพื่อความรวดเร็ว ลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการทำงาน
5. ระบบพลังงานยั่งยืน
คือ การติดตั้งการใช้ระบบพลังงานทดแทนgเช่น โซลาร์เซลล์ หรือ การติดตั้ง LED Lighting เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับไฟส่องสว่างในพื้นที่ท่าเรือ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและช่วยให้ท่าเรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
5 ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการควรเลือกใช้การขนส่งทางเรือ
- ประหยัดต้นทุนการขนส่ง การขนส่งทางเรือมีค่าใช้จ่ายต่อหน่วยที่ต่ำกว่าการขนส่งรูปแบบอื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อขนส่งสินค้าปริมาณมากหรือสินค้าที่มีน้ำหนักมาก ทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนได้อย่างมาก
- รองรับสินค้าขนาดใหญ่และปริมาณมาก เรือขนส่งมีพื้นที่บรรจุกว้างขวางและสามารถรองรับสินค้าขนาดใหญ่ และปริมาณมากได้ในคราวเดียว ทำให้การขนส่งมีประสิทธิภาพสูง
- ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การขนส่งทางเรือปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยสินค้าน้อยกว่าการขนส่งทางอากาศ จึงเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า
- เส้นทางขนส่งระหว่างประเทศที่ครอบคลุม การขนส่งทางเรือเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือหลายแห่งทั่วโลก ทำให้สามารถส่งสินค้าไปยังจุดหมายปลายทางที่หลากหลายได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ
- ความปลอดภัยในการขนส่ง การควบคุมมาตรการความปลอดภัยที่ดี ทำให้สามารถขนส่งสินค้าได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเสี่ยงหรือเป็นอันตราย เช่น สารเคมี น้ำมัน และวัตถุดิบอุตสาหกรรม
SCGJWD ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเทียบเรือและลานวางตู้คอนเทนเนอร์ ด้วยประสบการณ์การทำงานในธุรกิจโลจิสติกส์มาอย่างยาวนาน มุ่งมั่นพัฒนายกระดับโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพื่อเสนอบริการที่แข็งแกร่งกับทุกประเทศในภูมิภาคอย่างเป็นระบบ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการได้อย่างครบวงจร โดย SCGJWD มีบริการต่าง ๆ ดังนี้
- บริการตัวแทนสายการเดินเรือ และท่าเทียบเรือ
- บริการคลังสินค้าท่าเรือ (Port Warehouse service)
- บริการขนถ่ายสินค้าทางราง
- บริการขนส่งสินค้าทางเรือลำเลียงในแม่น้ำ
- บริการพื้นที่ลานตู้คอนเทนเนอร์
- การเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์
- การเปลี่ยนแปลงตราสินค้า
- การจัดกลุ่มสินค้าเพื่อกระจายสินค้า
สนใจใช้บริการ ท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ที่เบอร์ 02-710-4000 / 02-586-1979 และช่องทางไลน์ LINE : @SCGJWD
ที่มา :
www.eeco.or.th
www.weforum.org
www.imo.org
www.unctad.org
www.data.bts.gov
www.krungsri.com