ท่าเรือขนส่งสินค้าในเวียดนาม

คู่มือเลือกขนส่งไปเวียดนาม เพิ่มกำไรทุกธุรกิจส่งออก

แม้เศรษฐกิจนานาชาติจะส่งสัญญาณชะลอตัว แต่เศรษฐกิจเวียดนามกลับเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยในไตรมาสที่ 3/2567 GDP แตะ 7.4% สูงสุดในรอบ 2 ปี และคาดการณ์ว่าปี 2568 GDP ของเวียดนามจะสูงถึง 6.6% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน และการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามนี่เอง ที่ทำให้เกิดการขยายตัวของขนส่งเวียดนาม รวมถึงการนำเข้าส่งออก การจ้างงาน การลงทุน ฯลฯ ทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศดาวเด่นในอาเซียนที่นักลงทุนนานาชาติจับตามอง

เหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโต

1. เป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลก

จากนโยบายของรัฐบาล การขนส่งในเวียดนามที่ขยายตัวขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติ และความได้เปรียบเรื่องแรงงาน ฯลฯ ช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนเป็นฐานการผลิต ทั้งการขยายฐานการผลิต และย้ายฐานการผลิตมาจากประเทศอื่น โดยในปัจจุบันมีบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งที่เลือกเวียดนามเป็นฐานการผลิต เช่น Apple, Samsung, Nike, Foxconn, Intel ฯลฯ

2. ความปลอดภัยทางด้านการเงินและความมั่งคั่ง

เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียแปซิฟิก เวียดนามนับว่าเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าและเติบโตอย่างรวดเร็ว จากรายงานของเว็บไซต์ VnExpress International ระบุว่า เวียดนามเป็นประเทศที่มีจำนวนเศรษฐีเพิ่มขึ้นเกือบ 98% ภายในระยะเวลา 10 ปี และรายงานความมั่งคั่งของ Knight Frank ยังคาดการณ์ว่า เวียดนามจะมีนักลงทุนรายใหญ่พิเศษสูงราว 980 คนภายในปี 2028 ซึ่งจะยิ่งกระตุ้นการตั้งฐานผลิตในเวียดนามให้มากขึ้น

3. ทำเลที่ตั้ง

พื้นที่ของเวียดนามมีอาณาเขตติดต่อกับจีน และมีชายฝั่งทะเลเป็นแนวยาว ส่งผลให้มีเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญหลายแห่ง เวียดนามจึงถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ดีในการขนส่งและลงทุนจากนานาชาติ รวมทั้งรัฐบาลเวียดนามยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ทำให้การขนส่งไปเวียดนาม รวมทั้งการขนส่งภายในประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วและมั่นคง ทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ มีจำนวนผู้ให้บริการด้านขนส่งเวียดนามมากขึ้น ทำให้ผู้ให้บริการจำเป็นต้องหาโซลูชันและบริการที่ดีเพื่อดึงดูดลูกค้าและตอบโจทย์การลงทุนในประเทศ

4. ต้นทุนค่าจ้างแรงงานต่ำ

เวียดนามนับว่าเป็นประเทศที่ได้เปรียบทางด้านแรงงาน เนื่องจากร้อยละ 55 ของชาวเวียดนาม มีอายุระหว่าง 15-64 ปี ซึ่งเป็นประชากรที่อยู่ในวัยทำงาน และยังมีอัตราการรู้หนังสือสูงกว่าร้อยละ 90 ทำให้สามารถหาแรงงานที่มีคุณภาพได้ง่าย ทั้งยังมีอัตราค่าจ้างแรงงานต่ำ

5. แนวทางการส่งเสริมการค้ารูปแบบทวิภาคีระหว่างไทย-เวียดนาม

ไทยและเวียดนามมีการส่งเสริมการค้ารูปแบบทวิภาคีมาอย่างยาวนาน ล่าสุดในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 44 และครั้งที่ 45 ไทยได้หารือกับเวียดนาม เพื่อเร่งอำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการค้า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยขอให้เวียดนามสนับสนุนการลงทุนของไทยในเวียดนาม โดยเฉพาะด้านปิโตรเคมี พลังงาน และธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งไทยและเวียดนามจะส่งเสริมความร่วมมือตามยุทธศาสตร์ Three Connects เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน


ทวิภาคีไทย-เวียดนาม ส่งผลดีอย่างไรต่อผู้ประกอบการไทย ?

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างรัฐบาลไทยและเวียดนาม ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการไทยในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้

  1. เพิ่มโอกาสด้านการค้า เวียดนามเป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานที่มีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย รวมทั้งสินค้าไทยยังเป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือ 
  2. เพิ่มโอกาสด้านการลงทุน ความร่วมมือดังกล่าว เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนและส่งออกไปเวียดนาม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การค้าปลีก พลังงาน การเกษตร เทคโนโลยี การธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ 
  3. ลดอุปสรรคทางการค้า ความร่วมมือในรูปแบบทวิภาคี จะช่วยลดข้อจำกัดทางการค้า เช่น ภาษีนำเข้าและข้อกำหนดทางการค้า ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกสินค้าได้ง่ายขึ้น ในต้นทุนที่ต่ำลง
  4. การเข้าถึงแรงงานที่มีคุณภาพ ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงแรงงานคุณภาพวัยหนุ่มสาวของเวียดนามได้ และที่สำคัญคือมีต้นทุนต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

สินค้านำเข้า-ส่งออกจากไทยไปเวียดนามที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด

หากนับประเทศในอาเซียน ไทยถือว่าเป็นตลาดนำเข้าที่ใหญ่อันดับ 1 ของเวียดนาม จากข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 2567 ธุรกิจส่งออกสินค้าไทยไปเวียดนามมีมูลค่า 1,568 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2567 โดยสินค้าที่นำเข้าจากไทยที่มีอัตราเติบโตสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  • อัญมณี โลหะมีค่า และผลิตภัณฑ์ (เพิ่มร้อยละ 27) 
  • ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม (เพิ่มร้อยละ 162.4)
  • ผลิตภัณฑ์จากโลหะพื้นฐานอื่น ๆ  (เพิ่มร้อยละ 66.7)
  • แก้วและผลิตภัณฑ์จากแแก้ว (เพิ่มร้อยละ 61.9)
  • ผักและผลไม้ (เพิ่มร้อยละ 55.6)

ส่วนสินค้าส่งออกไปไทยที่มีอัตราเติบโตสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  • พริกไทย (เพิ่มร้อยละ 120.3)
  • กระเป๋า ชุดสูท หมวก และร่ม (เพิ่มร้อยละ 51.6)
  • ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (เพิ่มร้อยละ 48.4)
  • ผ้าม่านและผ้าอื่น ๆ (เพิ่มร้อยละ 37.4)
  • เหล็กและเหล็กกล้า (เพิ่มร้อยละ 37.1)

อย่างไรก็ตาม สินค้านำเข้าและส่งออกที่มีอัตราเติบโตเพิ่มสูงขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงทุกไตรมาส ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคอย่างรอบคอบ เพื่อให้พร้อมปรับตัวได้ในทุกสภาพเศรษฐกิจ

เส้นทางการขนส่งจากไทยไปเวียดนามที่ผู้ประกอบการควรรู้

สำหรับธุรกิจที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเวียดนาม ปัจจุบันมีเส้นทางการขนส่งให้เลือกหลากหลาย ได้แก่

1. ทางรถยนต์

การขนส่งทางรถยนต์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิ ไม่หมดอายุในระยะเวลาอันใกล้ เนื่องจากต้องใช้เวลานาน แต่สามารถขนส่งสินค้าได้ปริมาณมากและมีความยืดหยุ่นสูง

2. ทางรถไฟ

การขนส่งสินค้าทางรถไฟจากประเทศไทยไปยังเวียดนามก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ มีราคาคุ้มค่า เหมาะสำหรับสินค้าที่มีน้ำหนักมากหรือสินค้าที่ต้องการการขนส่งในปริมาณมาก

3. ทางน้ำ

เวียดนามมีพื้นที่ชายฝั่งและท่าเรือหลายแห่ง การขนส่งทางน้ำจากท่าเรือแหลมฉบัง ไปยังท่าเรือในเวียดนามจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ตอบโจทย์การส่งสินค้าจำนวนมากทุกประเภท รวมทั้งสินค้าเทกอง เช่น ถ่านหิน เมล็ดพันธุ์พืช

4. ทางอากาศ

สุดท้าย คือการขนส่งทางอากาศ ซึ่งเป็นทางเลือกที่เร็วที่สุดสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าสูงหรือสินค้าที่ต้องการส่งถึงปลายทางอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัย


แนวทางเลือกเส้นทางการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ

จากเส้นทางการขนส่งเวียดนามที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ในฐานะผู้ประกอบการ การจะเลือกใช้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ในเบื้องต้นแนะนำให้เลือกเส้นทางการขนส่งตามแนวทางเหล่านี้

  • เลือกเส้นทางที่เหมาะสมตามประเภท อายุ และความเร่งด่วนในการใช้งานสินค้า
  • คำนึงถึงความคุ้มค่าด้านต้นทุนและเวลา โดยต้องเลือกเส้นทางที่ตอบโจทย์ทั้งสองปัจจัยไปพร้อมกัน
  • เลือกเส้นทางที่สามารถประสานงานกับหน่วยงานศุลกากรได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • สามารถเข้าถึงเมืองหลักหรือท่าเรือสำคัญ ที่สะดวกในการขนส่งสินค้าไปยังตลาดปลายทางได้สะดวก
  • มีความเสี่ยงจากปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจกระทบการขนส่งต่ำ เช่น สภาพอากาศ สภาพการคมนาคม และสามารถติดตามสินค้าได้ตลอดเวลา

เทคนิคการเลือกขนส่งเวียดนามเพื่อขยายธุรกิจสู่เวียดนาม

ผู้ประกอบการที่สนใจนำเข้าหรือส่งออกสินค้า เพื่อขยายฐานลูกค้าสู่ประเทศเวียดนาม นอกจากการศึกษาข้อมูลเส้นทางการขนส่ง ความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคทั้งในเวียดนามและไทยทั่วทุกภูมิภาคแล้ว ยังจำเป็นต้องเลือกบริการขนส่งเวียดนามที่เหมาะสม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนามเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งเทคนิคการเลือกขนส่งเวียดนามที่ใช่ มีดังนี้

1. บริการครบวงจร พร้อมบริการเสริมที่ตอบโจทย์

การเลือกขนส่งเวียดนามที่มีบริการครบวงจร ตั้งแต่บริการคลังสินค้า การจัดเก็บ การเตรียมการด้านขนส่งเอกสารศุลกากร และการขนส่ง จะช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยาก ลดต้นทุน และระยะเวลาในการติดต่อได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการนำเข้าส่งออก ที่จำเป็นจะต้องรู้และเข้าใจข้อกำหนดกฎหมายการนำเข้าส่งออกสินค้าของแต่ละประเทศ เพื่อการดำเนินการอย่างถูกต้อง เช่น การดำเนินการทางศุลกากร การขอใบอนุญาต

2. มีเครือข่ายครอบคลุมในเวียดนาม

พิจารณาจากประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจในตลาดและโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเวียดนาม เพื่อให้กระบวนการขนส่งเป็นไปอย่างราบรื่น รวมถึงหากเกิดกรณีฉุกเฉิน บริษัทขนส่งที่มีเครือข่ายครอบคลุมจะสามารถวางแผนจัดการความเสี่ยงและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ

การขนส่งสินค้าในแต่ละครั้ง ไม่ได้หมายถึงแค่เงินลงทุนและกำไร แต่หมายถึงการสร้างความสัมพันธ์และประสบการณ์ที่ดีระหว่างผู้ประกอบการและลูกค้าด้วย ดังนั้น การเลือกพิจารณาขนส่งเวียดนามที่มีความน่าเชื่อถือ มีประวัติการขนส่งที่ดี มีการรับประกันสินค้า สามารถส่งมอบสินค้าได้ตรงตามเวลาที่กำหนด จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าและสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจของคุณได้ในระยะยาว

4. มีเทคโนโลยีทันสมัย

ระบบโลจิสติกส์ในปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุน และลดความเสี่ยงต่าง ๆ ในการขนส่ง เช่น ระบบติดตามสินค้าแบบเรียลไทม์ ระบบขนส่งอัจฉริยะ เพื่อวางแผนการเดินทาง ช่วยประหยัดเวลาและต้นทุน และที่สำคัญการวางแผนการขนส่งที่ดีจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งได้อีกด้วย

SCGJWD ครบทุกเรื่องโลจิสติกส์ในไทย-เวียดนาม

ผู้ประกอบการที่วางแผนส่งออกไปเวียดนาม และกำลังมองหาผู้ให้บริการที่มีคุณสมบัติดังกล่าวครบทุกด้าน ควบคู่ไปกับการให้บริการที่ครอบคลุม เลือก SCGJWD เราเป็นผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์และขนส่งเวียดนามแบบครบวงจร ด้วยเครือข่ายที่แข็งแกร่งและครอบคลุม พร้อมความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม รองรับทุกประเภทสินค้า สามารถจัดการแทนคุณในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขนส่ง จัดเก็บ และกระจายสินค้าไปถึงมือผู้รับอย่างไร้รอยต่อ (End-to-End Solutions)

บริการขนส่งเวียดนามของ SCGJWD

  • บริการโลจิสติกส์ในประเทศ
    ขนส่งสินค้าและกระจายสินค้าแบบไร้รอยต่อครบทุกรูปแบบ ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ ขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ท่าเทียบเรือชายฝั่งและลานจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์ สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD Operator)
  • บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ
    ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ นำเข้า-ส่งออก ขนส่งสินค้าข้ามแดน และบริการดำเนินพิธีการศุลกากร
  • บริการจัดการคลังสินค้า
    จัดเก็บวัตถุดิบ สินค้าสำเร็จรูป สินค้าควบคุมอุณหภูมิ ละสินค้าเทกอง
  • บริการอื่น ๆ
    ขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ (Project Cargo) บริการโลจิสติกส์ครบวงจร ตัวแทนสายเดินเรือ

สนใจใช้บริการขนส่งเวียดนาม ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ที่เบอร์ 02-710-4000 / 02-586-1979 และช่องทาง LINE : @SCGJWD

ที่มา : 

  • www.biztmr.com
  • www.plus.thairath.co.th
  • www.ditp.go.th
  • www.globthailand.com 
  • www.thestandard.co

Service Recommended